ปัจจุบันเราคุ้นเคยกันมากกับ Web 2.0 แต่นักท่องเน็ตและบล็อกเกอร์ทั้งหลายหันไปพูดกันถึง Web 3.0 และ Web 4.0 บางคนไปไกลถึง Web 10.0 กันแย้ว ลองไปท่องในโลกอินเตอร์เน็ตดู แล้วหาคำอธิบายถึง Web 3.0, 4.0 และ 10.0 มาแลกเปลี่ยนกันนะคับ
Blog นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเรียนการสอน อีกทั้งยังเปิดกว้างแก่ผู้สนใจทั่วไปได้ใช้ประโยชน์และเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน อนึ่ง กฎของโลกใน Cyberspace คือ "โลกแห่งความเสมือนจริง (Visual Reality) หรือ โลกแห่งความเกินจริง (Hyperreal)" ผู้ที่เข้ามาใช้บริการใน Blog นี้ จึงมีความเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังมีเสรีภาพในการแสดงออกอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความสุภาพและการเคารพสิทธิของผู้อื่นเป็นจริยธรรมพื้นฐานของการใช้บริการใน Cyberspace
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
24 ความคิดเห็น:
Web 2.0 คือ
การสื่อสารบนโลกออนไลน์ที่มีรูปแบบ network หรือแบบใยแมงมุมที่เราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล
กันได้อย่างไม่ยากและในจำนวนมากอีกด้วย เค้า
เรียกันว่า Social networking(สังคมเครือขาย)ที่
ในปัจจุบันใด้พัฒนาอย่างรวดเร็ว
ยุทธพงศ์ แซ่เบ๊ 47252 0001
เว็บ 3.0 ในความเห็นของผม (จากการพยายามเข้าไปวิเคราะห์คำนิยามของพวกฝรั่ง) พบว่าหัวใจสำคัญของ Web 3.0 จริงๆแล้ว ประกอบด้วยหัวใจหลักๆ 3 ข้อ คือ
1. ระบบปัญญาประดิษฐ์หรือที่เราชอบเรียกกันว่า AI ซึ่งจากคำนิยามจะพบว่า เป็นระบบที่สาระแนมากๆ สอดรู้สอดเห็นและขโมยความลับส่วนตัวของเราเป็นที่สุด มันรู้ว่าเราชอบ ไม่ชอบอะไร เข้าออกเว็บไหนบ้าง โดยศึกษาจากประวัติการใช้งานของเรา เพียงแค่เราเปิดเว็บ มันจะประเคนข้อมูลอันล้นเหลือให้เรา โดยที่จริงๆแล้ว ณ เวลานั้นเราอาจไม่ต้องการก็เป็นได้ (เป็น AI ที่น่าจะผ่านหลักสูตร CRM และ CEM มาแล้ว ซึ่ง Cookies ว่าแย่แล้ว นี่ดูท่าจะแย่กว่า)
2.ระบบ Semantic อันนี้น่าจะฟังดูเป็น Conceptual เอามากๆ คือ การพยายามทำให้ภาษาทั้งหลายคุยกันได้เองหรือเข้าใจกันได้ โดยจะก่อให้เกิดประโยชน์คือสร้างฐานข้อมูลขนาดใหญ่พร้อมสำหรับการเรียกใช้งาน ซึ่งมันจะไม่สรุปให้ว่าข้อมูลไหนดีที่สุด แต่จะเอาสิ่งที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาเทลงตรงหน้า และก็ จงไปเลือกเอาเอง อีกทั้งมันยังให้ความสำคัญกับเรื่องของชุมชนซึ่งเป็นแนวคิดหลักของ Web 2.0 มากขึ้นกว่าเดิม โดยมันจะเชื่อมโยงเราเข้ากับคนที่เราเคยติดต่อ เคยพูดคุย เคยแวะไปคอมเม้นท์ เพื่อให้เราสามารถดูสถานะอัพเดตของบุคคลต่างๆเหล่านี้และ.... (เราอาจไม่ต้องการจะรู้สักหน่อย)
3.ระบบ Geospatial Web หรือ พูดง่ายๆว่า 3D Web นั่นเอง คือ มันเป็นเว็บที่ชื่นชอบความเป็น 3D เอามากๆ ทุกอย่างที่มันนำเสนอออกมา จะเป็น VR (Virtual Reality) เกือบทั้งหมด ซึ่งอาจจะดูเข้าใจได้ง่ายหรือสร้างความงงงวยมากขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ (ลองจินตนาการว่ากำลังเข้าเว็บที่มีลักษณะคล้ายๆกับ Google Earth ดูครับ)
สิทธิภาพ คูวัฒนากุล (47252-0007)
Web 3.0 ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานความเชื่อ และการวิเคราะห์จากปริมาณของข้อมูลใน Web 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เว็บต่างๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยรูปแบบ Metadata ซึ่งก็คือการนำข้อมูลมาบอกรายละเอียดของข้อมุลนั้นๆ นั่นเอง โดยระบบเว็บจะเป็นผู้จัดการในการค้นหาข้อมูลให้เราเองครับ จึงสามารถคาดการณ์ถึงข้อมูลได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น Web 3.0 ก็คงเป็นการพัฒนา แก้ไขปัญหาในระบบ Web 2.0 มากกว่าสร้างบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยจะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น และดีขึ้น ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถ เขัาถึงเนื้องหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง
สุริยะ อรุณบุตร 46252-3007
Web 3.0 ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานความเชื่อ และการวิเคราะห์จากปริมาณของข้อมูลใน Web 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เว็บต่างๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยรูปแบบ Metadata ซึ่งก็คือการนำข้อมูลมาบอกรายละเอียดของข้อมุลนั้นๆ นั่นเอง โดยระบบเว็บจะเป็นผู้จัดการในการค้นหาข้อมูลให้เราเองครับ จึงสามารถคาดการณ์ถึงข้อมูลได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น
Web 3.0 ดูๆ ไปแล้วก็คงเป็นการพัฒนา แก้ไขปัญหาในระบบ Web 2.0 มากกว่าสร้างบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยจะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น และดีขึ้น ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถ เขัาถึงเนื้องหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง
นายสุริยะ อรุณบุตร 46252-3007
web 3.0 คือ เวบไวท์ที่พัฒนาต่อยอดออกมาจากเวบ2.0เดิม กล่าวคือ
- AI (Artificial Intelligence) ที่เปรียบเสมือนว่าคอมฯมีสมองคิดเองได้ จดจำข้อมูลต่างๆ ทำให้รู้จักเราว่าคิดอะไร ทำอะไรอยู่ ก็คล้ายๆกับคอมฯมันกำลังเล่นอยู่บนความคิดคนเท่านั้นเอง แทนที่จากเดิมแค่เขียน Blog หรือ แชร์รูป สรุปแล้วคงคล้ายๆกับเกมส์ออนไลน์ล่ะมั้ง??....
- Semantic Web คือระบบการเชื่อมโยงระหว่างคอมฯหรือฐานข้อมูลต่างๆที่มีอยู่บนโลกให้เชื่อมโยงกัน
และยังมีเทคโนโลยีอื่นๆอีกมากที่ยังจะนำมาประกอบขึ้นเป็นเวบ 3.0ได้ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถให้คำจำกัดความได้อย่างถูกต้องเป็นที่สุด เกรงว่าถ้ายังดันทุรังอธิบายต่อไป เดี๋ยวใครแถวนี้เขาจะหมั่นใส้เอา ฮะ ฮะ
เดชชาติ สินสถิตย์ 47252 0010
Web 3.0,Web 4.0
Web 3.0 คือ การนำความสามารถข้อการรวบข้อมูลที่มีความซับซ้อน และหลาก
หลาย โดย Web 3.0 จะวิเคราะห์และเรียบเรียงเป็นหมวดหมู่และสามารถค้นหา
ได้อย่างง่ายได้และตรงป้าหมายมากยิ่งขึ้น โดยการค้นหาข้อมูล ของ Web 3.0จะ
สามารถจดจำสิ่งที่ค้นหาและสามารถวิเคราะห์คำที่จะหาได้อย่าแม่นยำ
Web 3.0 ช่วยให้มีการบูรณาการข้อมูลในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งมีลักษณะกึ่งมนุษย์โดย
ใช้โปรแกรมทางด้านตรรกกะเข้ามาเป็นตัวกำหนดความฉลาดของ Web 3.0 และ
ในโลกของ Online จะถูกเปลี่ยนเป็นการแสดงผลแบบ 3 มิติ
Wed 4.0 คือ Learning Web โลกของการเรียนรู้บนสิ่งที่ที่มนุษย์สร้างขึ้น กับ
เทคโนโลยีที่ก้าวไปพร้อมกัน web 4.0 นั้นมันจะเรียนรู้ได้ด้วยตัวมันเองและ
พัฒนาจาก web 3.0 ให้มีมากกว่า การสื่อสาร,การคิดวิเคราะห์ได้ด้วยตรรกวิทยา,
โครงสร้างของการศึกษาการดำรงค์อยู่ของมนุษย์ ที่บ้างทีเราอาจจะมีปัญหากับ
ความเป้นส่วนตัว ของความที่มันฉลาดจะคิดแท่นเราได้ และ
มันก้ยังห่างไกลเราอยู่ประมาณ 10-15 ปี
ยุทธพงศ์ แซ่เบี 47252 0001
เว็ป 3.0 คือ
Web 3.0 ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานความเชื่อ และการวิเคราะห์จากปริมาณของข้อมูลใน Web 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เว็บต่างๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยรูปแบบ Metadata ซึ่งก็คือการนำข้อมูลมาบอกรายละเอียดของข้อมุลนั้นๆ นั่นเอง โดยระบบเว็บจะเป็นผู้จัดการในการค้นหาข้อมูลให้เราเองครับ จึงสามารถคาดการณ์ถึงข้อมูลได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น
Web 3.0 ดูๆ ไปแล้วก็คงเป็นการพัฒนา แก้ไขปัญหาในระบบ Web 2.0 มากกว่าสร้างบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยจะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น และดีขึ้น ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเขัาถึงเนื้องหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง
เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจะเข้าไปมีส่วนให้การพัฒนาเว็บให้เป็น Web 3.0 นั้น เท่าที่ค้นหาจากแหล่งต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตพอสรุปได้คราวๆ ดังนี้...
1. Artificial Intelligence (AI) อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก เป็นระบบสมองกล ที่นิยายวิทยาศาสตร์มักจะนำไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ โดยเจ้า AI จะสามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหา หรือคิดอะไรอยุ่
2. Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนาและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากๆ หรืออาจทำให้เกิดฐานข้อมุลโลก (Global Database) ไปเลยก็ได้
3. Composite Applications เป็นการผสมผสาน Application หรือโปรแกรม หรือบริการต่างๆ ของเว็บ ที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานนั้นเอง
4. Semantic Wiki คำว่า Wiki นี้ เราเริ่มเห็นๆ ออกมามากแล้วนะครับ เป็นการอธิบายคำๆ หนึ่ง คล้ายกับดิกชันนารีนั้นเองครับ ดังนั้นถ้า Web 3.0 เป็น Wiki ด้วยแล้วนั้น จะทำให้เราสามารถหา ความหมาย หรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้น
5. Ontology Language หรือ OWL เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยดูจากความหมายของสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับระบบ Metadata นั้นเอง (เขียนไว้ข้างบน)
นายคม ศรียะพันธ์
4447-0601-0014-2
Web 3.0
สามารถ วิเคราะข้อมูล relate ข้อมูลของผู้ใช้อย่างถูกต้อง มี ตรรกกะ (ยาก แต่ก็มี Semantic web ปูพื้น)
สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สมมุติระบบล่มอาจจะให้มัน redirect ไปยัง web ที่มีเนื้้อหา ที่ผู้ใช้สนใจ
ลักษณะ Data ที่สัมพันธ์กันให้สามารถ Process ข้อมูลออกมา อย่างมีนัยสำคัญ
แนวคิดเกี่ยวกับ Web 3.0 เริ่มเป็นที่คุ้นหู และรู้จักกันมากขึ้น ในแวดวงไอทีไทย สื่อต่างๆ ประโครมข่าวกันอย่างหนาหู ทั้งอินเตอร์เน็ตเอย หนังสือพิมพ์เอย และเท่าที่ผมเจอๆมา นิตยสารไอที คอมพิวเตอร์ต่างๆ มีการรีวิว นำเสนอเกี่ยวกับ Web 3.0 นี้กันแทบทุกค่ายครับ แต่ส่วนมากแล้ว เรื่องราวมันออกจะคล้ายๆกัน ก็มันมาจากต้นฉบับเดียวกันนั่นแหละ ต่างกันที่การตีโพยตีพาย ขยายผลกันเอาเองเท่านั้น ผมเองก็ตีของผมไปอย่างนี้ คุณเองก็ตีของคุณไปอย่างนั้น สรุปแล้ว มันก็คือๆกันนั่นเอง เออ… แล้วจะพูดทำไมล่ะเนี่ย
เทคโนโลยีที่คิดว่าจะใช้กันบน Web 3.0 นั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และจะเขียนให้เข้าใจกันได้ง่ายๆ บางทีหนุ่มไอทีซื่อบื้ออย่างผม ก็ยากที่จะให้คำตอบได้ แบบกระจ่างชัดเช่นกัน ว่าเออ… มันเป็นอย่างไรกันแน่วะเนี่ย ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือสร้างลิงค์ให้ตามไปอ่าน เสริมๆ กันเอง ได้ความว่ายังไง ก็อธิบายเสริมผมหน่อยล่ะกัน เฮ้ย…. สงสัยจะอารัมภ์บท ยาวไปหน่อยแล้วนะ ไปเริ่มกันเลยดีกว่าครับ สำหรับ 12 เทคโนโลยี (ไม่) พร้อมใช้ใน Web 3.0 นั้น ได้แก่
1. Artificial intelligence (AI) เป็นความฉลาดเทียมที่สร้างให้กับสิ่งไม่มีชีวิต ในที่นี้คือระบบคอมพิวเตอร์ อันจะเอามาเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยคาดเดาพฤติกรรม วิเคราะห์ความต้องการของมนุษย์ ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลนั้นมา ระบบก็จะให้ในสิ่งนั้นๆ ที่ต้องการ หรือถ้าคิดแบบไทยๆ ก็คือหลักการของปัญญาประดิษฐ์นั่นเองครับ
2. Automated reasoning ผมว่ามันยากนะครับ ที่จะเขียนโปรแกรม ให้ระบบคอมพิวเตอร์ มันรู้จักการแก้ปัญหาเอง มีการประมวลผล ได้อย่างสมเหตุ พร้อมทั้ง แก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า อักทั้งปรับปรุงระบบเอง โดยอัตโนมัติไปในตัว และ Automated reasoning เองก็จัดอยู่บน พื้นฐานของหลักการในข้อที่ผ่านมา นั่นเองแหละครับ ไม่ต้องคิดมากหรอก แค่เขียนโปรแกรมทางตรรกะเป็น เก่งสูตรและสมการทางคณิตศาสตร์ หัวหมอ เทคโนโลยีในข้อนี้ ก็ตีแตกไปได้อีกเปาะหนึ่งแล้ว (ยังกะง่ายๆเน้อ)
3. Cognitive architecture ไอ้เทคโนโลยี ข้อนี้ ยิ่งแปลกไปใหญ่ เพราะมันอยู่บนพื้นฐานของการคัดลอก ที่คนไทยนิยมชมชอบกันนัก คงจะยิ้มหวานๆมาเชียวนะ อิอิ แต่ช้าก่อน มันไม่ใช่ของหวาน ให้ตักชิมกันง่ายๆ แบบนั้น คิดดูแล้วกันว่า การสร้างเทคโนโลยีขึ้นมา สักสองตัว ให้ทำงานได้เหมือนกันทุกประการ อันหนึ่งใช้บนโลกของความจริง อีกอันใช้บนโลกเสมือน หรืออาจจำลองจากความเป็นจริงก็ได้ อือ… มองภาพไม่ออกแหะ เอางี้ สมมุติว่า ผมจะสร้างเกมขึ้นมาสักเกมหนึ่ง เอาเป็น เ.ก.ม.ลั.ก.ห.ลั.บ อ้าวเฮ้ย… เกมฟุตบอลแล้วกัน ตัวเล่นของผมคือผีกาก้า (กำลังฮิต) แต่กลับได้ลงเล่น เป็นตัวเล่นของเชลซีไป ประเด็นคือว่าตัวกาก้าในเกมนั้น จะต้องเล่นได้ เหมือนกาก้าเล่นบนสนามจริงๆ อย่าท้วงผมว่า ปัจจุบันก็ทำกันได้แล้ว มันไม่ใช่อย่างนั้นครับ เกมปัจจุบัน มันแค่ดึงเอาลักษณะ และจุดเด่น เทคนิคลีลา พวกนี้มายัดใส่ตัวเล่น เท่านั้น ไม่ได้ดึงความสามารถ วิธีคิดออกมาจากตัวตนของผู้เล่นจริงๆ ดังนั้น ถ้าจะดึงความเป็นตัวผู้เล่น ออกมาได้จริงๆล่ะก็ มัน “ต้องศึกษาศึกษาการเรียงตัวของเซลล์สมอง ในสามมิติ ศึกษาการถ่ายเทประจุไฟฟ้า และวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีไฟฟ้าในร่างกาย ระหว่างการคิด: Wikipedia.org” มันต้องได้แบบนี้ ถึงจะใช่ ซึ่งปัจจุบันก็ยังทำไม่ได้
4. Composite applications เป็นการผสมผสานบริการ ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิเช่น VDOfrog ดึงวิดีโอจาก YouTube มาแสดงได้ เสมือนหนึ่ง วิดีโอนั้น ตั้งอยู่บน VDOfrog เอง ซึ่งอาจจะใช้การผสานแบบ APIs + APIs ก็ได้ ผมมองว่าข้อนี้ มันก็ยังยากอยู่เหมือนกัน และลักษณะของเว็บไซต์มันจะคล้ายว่าเป็น Aggregator ไปซะทุกทีแล้ว แต่ก็ไม่เสมอไปนะครับ การผสานบริการ ก็อาจเป็นบริการต่างชนิดกันก็ได้ เช่น VDOfrog เองได้เป็นพันธมิตรกับทาง Flickr ซึ่งอนุญาต ให้สามารถดึงรูปภาพ มาสร้างเป็นไฟล์วิดีโอ ในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งแสดงผลบน VDOfrog ได้ อีกทั้ง ยังสามารถดาวน์โหลดมา แล้วเขียนใส่แผ่นเล่นได้เลย คล้ายๆกับซอร์ฟแวร์พวก Photo2VCD อะไรประมาณนี้ล่ะ อือ… อย่างนี้ก็ดีสิ ว่าไหม
5. Distributed computing เป็นลักษณะคล้ายๆกับ Data Center ครับ คือการใช้คอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องไป ประมวลผลร่วมกัน โดยใช้ความแตกต่างกันของโครงสร้าง องค์ประกอบฮาร์ดแวร์ หรือซอร์ฟแวร์ มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยคอมพิวเตอร์นั้น ไม่จำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน อาจเป็นที่ไหนก็ได้ แค่มีอินเตอร์เน็ต เข้าถึงเป็นพอครับ
6. Knowledge representation การแทนความรู้ เป็นหนึ่งในสาขาสำคัญที่สุด ของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial intelligence) คือก่อนจะสร้างความฉลาดให้ระบบ ได้นั้น ต้องให้ระบบ รู้จักการนำความรู้นั้นไปใช้เสียก่อน ว่างั้นนะ
7. Ontology คือภาษาที่ใช้เป็นตัวอธิบายข้อมูลเชิงสัมพันธ์ หรือที่ผมเคยกล่าวไว้ใครหนึ่ง ในเรื่อง Data about Data นั่นแหละ พูดอีกครั้งก็คือ “ข้อมูลที่ใช้อธิบายความหมายของข้อมูล” หรือ Tags นั่นเอง ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น พาหนะ (Vehicle) ที่กำหนดลักษณะของรถยนต์ (Car) ซึ่งรถยนต์ก็อาจจะเป็น ขับเคลื่อน 2 ล้อหรือ 4 ล้อ (2-Wheel Drive, 4-Wheel Drive) ก็ได้ แต่อีกความหมายหนึ่งของ Vehicle ก็อาจหมายถึง เครื่องมือเครื่องใช้ ดังนั้น Tags จะได้เป็น Truck ซึ่งแปลว่าของเล็กๆน้อยๆได้ด้วย
8. Recombinant text เคยดูหนังแอคชั่นไซไฟ ของต่างประเทศกันไหมล่ะครับ ที่ระบบคอมพิวเตอร์ มันพัฒนาจนมนุษย์ไม่สามารถหยุดมันได้ สุดท้ายมันก็กลับมาทำร้ายคนสร้างมันเอง เช่นในเรื่อง I-Robot กับ Terminator นั้น ก็คงดูๆเห็นๆกันมาบ้างแล้ว ดังนั้น แนวคิดที่ว่าจะให้มนุษย์สามารถ จัดการกับระบบ ในช่วงการทำงานช่วงใดก็ได้ จึงถูกหยิบยกมากล่าวอ้าง ว่าเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีของ Web 3.0 ด้วย อือ… จินตนาการของมนุษย์ นี่ก็ใช่ย่อยนะ ผมล่ะตื่นเต้นจริงๆ
9. Scalable vector graphics (SVG) สืบเนื่องจากมาตรฐาน การสร้างภาพนั้น มีหลายรูปแบบ ทั้ง Gif, Jpeg, Png บางรูปแบบก็ต้องเสียตังค์ จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้ทางผู้พัฒนาเสียด้วย ดังนั้นการนิยามวัตถุ อย่างภาพ ให้มีการพัฒนารูปแบบที่เป็นมาตรฐานใช้ร่วมกัน ในแบบ XML นั้น จึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยี ที่น่าจะมีบทบาทสูงพอสมควร
10. Semantic Web เทคโนโลยี จัดเป็น Aggregator แบบเต็มภาคภูมิก็ว่าได้ครับ คือเป็นเว็บไซต์ ที่มีการเชื่อมโยง สัมพันธ์กับแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่มีเนื้อหาสัมพันธ์กัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้การเชื่อมโยงของแหล่งข้อมูลนั้น อาจเป็นเครือข่ายเดียวทั่วโลกก็ได้ ตรงนี้ล่ะครับ ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์บทความ จะมีมาก และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าแหล่งข้อมูลใดเป็นของเจ้าของเค้า
11. Semantic Wiki เมื่อข้อมูลมันมีมาก คนเขียนบล็อกก็มีเยอะ ทำให้เนื้อหามัน มากมายขึ้นทุกที จนบางที ก็ไม่รู้ว่าจะค้นหาข้อมูลที่ต้องการ ด้วยคีย์เวิร์ดอะไร ดังนั้นถ้าใช้คำค้นหา แบบกว้างๆ แต่มันกำจัดวงแคบๆให้เราได้ล่ะ จะเป็นอย่างไร ผมว่ามันดีนะ การค้นหาแบบข้อมูลซ้อนข้อมูล หรือใช้การค้นหาหลายทิศทาง (Vertical Search) ผสมกับความเป็นส่วนตัวเข้าช่วย (Personalize) จะสามารถโฟกัสข้อมูลลงได้เช่นกัน ทีนี้มาคิดกันต่อสิครับว่า Google, Yahoo! Search หรือ Windows Live Search จะทำอย่างไรต่อ คิดเองเด้อ
12. Software Agents โปรแกรมที่ทำงาน ให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ เช่น ผมมีบล็อกอยู่ 1 บล็อก ทำการติด Google AdSense ไปที่จุดต่างๆ อย่างเหมาะสม และไม่ผิดกฎของ AdSense ด้วยครับ ตัวผมเองไม่รู้หรอกครับว่า จุดต่างๆที่ผมติดๆไปนั้น เหมาะกับบล็อก ผมมากน้อยเพียงใด ไปดูจากที่อื่นๆ เขาแนะนำมา ว่าให้ติดตามจุดนั้นๆ อีกที ทีนี้ล่ะครับ ผมก็จะศึกษาพฤติกรรม คนอ่านบล็อกผม แล้วลองเปลี่ยนจุดไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหาจุดที่เกิดการคลิก ซึ่งก่อให้เกิดรายได้มากที่สุด และก็ต้องเสียเวลาศึกษาพวกนี้นานมากใช่ไหมล่ะครับ แล้วจะเป็นอย่างไร ถ้าการทำงานทั้งหมดนี้ Software Agents ทำให้หมด มันจัดวาง Ads ได้ถูกต้องตาม กฎอีกด้วย
เทคโนโลยี ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ บางส่วนก็พัฒนากันออกมาได้แล้ว บางส่วนก็ยังเป็นแค่แนวคิดหลักการ ซึ่งก็ต้องมาดูกันต่อไปว่า ไทยเราจะตื่นตัวกับเทคโนโลยี เช่นนี้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าจะยังคงตกยุคอยู่กับ Web 1.0 ต่อไป และคงเห็นกันแล้วนะครับว่า Web 3.0 นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย นี่ยังไม่ได้แนะนำเกี่ยวกับ Business Model ของ Web 3.0 นะครับ ถ้าพูดกันต่อ ล่ะก็ คงยาวน่าดู เอาไว้ ผมนึกได้อีกทีแล้วกัน จะมาสานต่อให้จบ ไปล่ะ
สุพัฒนา ศาลาคาม 47153-0069
Web 2.0คือ
การติดต่อสื่อสารกันระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสารในโลกของ Internet ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือว่ามีการพัฒนาไปจากเดิมที่ไม่มีการโต้ตอบหรือฝ่ายตรงข้ามแสดงความคิดเห็นแต่ Web2.0 ผู้ใช้สามารถสร้างContent ของตัวเองโต้ตอบกันได้
web 3.0 คืออะไร
- ai ให้ web เราฉลาด เช่น สามารถ วิเคราะข้อมูล relate ข้อมูลของผู้ใช้อย่างถูกต้อง มี ตรรกกะ (ยาก แต่ก็มี Semantic web ปูพื้น)
- Automated reasoning มีเหตุผล เช่น สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สมมุติระบบล่มอาจจะให้มัน redirect ไปยัง web ที่มีเนื่้อหา ที่ผู้ใช้สนใจ (ยาก)
-Ontology Data ลักษณะ Data ที่สัมพันธ์กัน เช่น web เราได้รับ Input data เริ่มต้น แล้ว web เราต้องสามารถ หา Data มาขยายความได้อย่างถูกต้อง
- Sematic Web ก็พัฒนามาจาก Microformat(ถือว่าอยู่ใน Genaration web 2.0 อยู่) นั่นแหละ (ไม่มีใครบอกแต่ดูจาก Concept น่าจะใช่)
นี่แค่ Concept ที่ถือว่าเป็นแนวคิดหลักๆนะครับ เอาละเอียดเนี่ยมีประมาณ 12 Concept จะเห็นถ้าจะเอาให้ครบจิงๆ นั้นยังห่างไกลมาก web 3.0
เกศสุดา ลิ่วสกุล 4440-0602-0070-2
Web 3.0 ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานความเชื่อ และการวิเคราะห์จากปริมาณของข้อมูลใน Web 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เว็บต่างๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยรูปแบบ Metadata ซึ่งก็คือการนำข้อมูลมาบอกรายละเอียดของข้อมุลนั้นๆ นั่นเอง โดยระบบเว็บจะเป็นผู้จัดการในการค้นหาข้อมูลให้เราเองครับ จึงสามารถคาดการณ์ถึงข้อมูลได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบระเบียบมากขึ้น
Web 3.0 ดูๆ ไปแล้วก็คงเป็นการพัฒนา แก้ไขปัญหาในระบบ Web 2.0 มากกว่าสร้างบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยจะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น และดีขึ้น ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถ เขัาถึงเนื้องหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง
ธีระชาติ พงศ์วิไล 462523002
เว็บ3.0เป็นเว็บที่เข้าใจสิ่งที่คนถามได้มากขึ้น มีการตีความภาษาที่ฉลาดขึ้น เช่น search engine ที่สามารถคัดกรองผลที่ตรงกับเรื่องที่เราต้องการค้นหา และแทรกซึมเข้าสู่ชีวิตมากขึ้น เราสามารถสัมผัสโลกทั้งโลกได้ถึงแม้ไม่ได้เปิดคอมพิวเตอร์
เว็บ4.0เป็นแนวคิดเบื้องต้น เป็น learning web แทนที่จะต้องสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำอะไรโดยเข้าไปในโปรแกรมต่างๆ คอมจะปรับตัวมันเองให้เข้ากับการใช้งานของผู้ใช้ เช่นปรับโปรแกรมเป็นโปรมแกรมที่เราตองการ
เว็บ10.0 คือจินตนาการว่าเว็บฉลาดขึ้นจนถึงขีดสุด จะทำให้มันสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ง่ายจนเราแทบไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่เราคิดก็สามารถถ่ายถอดข้อมูลไปยังบุคคลอื่นได้ หรือรู้เองว่าเราอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วเราชอบ รู้ว่าเรามีหนังสือกี่เล่มและสามารถแนะนำหนังสือที่เราอาจจะชอบได้
สรุปว่าเว็บในอนาคตจะฉลาดขึ้น รู้ความต้องการของผู้ใช้มากขึ้นโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องนั่งอยู่หน้าคอมตลอดเวลา
web3.0 นั้นมีแพร่หลายแล้ว มันทำหน้าที่เหมือนล่ามแปลภาษามนุษย์ให้กับคอมพิวเตอร์ (เหมือนกินวุ้นแปลภาษาของ โดเรม่อน)ซึ่งมาจะแทรกซึมเข้าสู่สิ่งต่าๆได้ด้วย
ส่วน 4.0 คือแนวคิดเบื้องต้นของ learning web มันจะสอนให้เราขี้เกียจขึ้น เพราะหลังจากที่เราเคยง้อคอมพ์ คราวนี้คอมพ์จะเริ่มรู้จักปรับตัวและมาง้อเรามากขึ้น คราวนี้ก็ สั่งได้ดั่งใจ เย่
10.0 นั้นยังอีกไกลโพ้น เหมือนคำว่า "สมใจนึก" เมื่อมันถูกเชื่อมโยงกับความรู้สึกได้โดยเราไม่ต้องแทบกระดิกตัว ถ้ามีเกิดขึ้นได้โลกแบบสตาร์ วอร์ก็คงไม่ไกลเกินฝัน
โดย พิเชฐ ยิ่งเกียรติคุณ
web 3.0 คือ
1. Sematic Web เว็บที่ฉลาด ตัวแพลตฟอร์มในเว็บสามารถเข้าใจสิ่งที่คนถามได้ง่ายขึ้น นับว่าตีความภาษามนุษย์ให้คอมพิวเตอร์เข้าใจได้ง่าย
2. เว็บเข้าไปในทุกอณูของวิถีชีวิต เช่น ตู้เย็น หรือ อุปกรณ์ อย่างอื่นที่เชื่อมโยงกับอินเตอร์เน็ต โดยไม่จำกัดแค่บน browser อีกต่อไป
web 4.0 คือ ยังเป็นแนวคิดอยู่
เป็น learning web เว็บที่เรียนรู้เองได้ หมายความว่า แต่ก่อนเวลาสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำอะไร ต้องโปรแกรมเมอร์เข้าไป แต่ 4.0 ดูความต้องการของผู้ใช้แล้วปรับโปรแกรมให้เข้ากับความต้องการของมนุษย์
web 10.0 คือ แนวคิดอีกไกลพ้น สามารถรับรู้ความต้องการของผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ และผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องนั่งอยู่หน้าจอ แต่มีอุปกรณ์เสริมต่างๆเพิ่มเติมเข้ามา
เมื่อลองสมมติดูว่าเว็บฉลาดไปได้แค่ไหน เมื่อเว็บฉลาดมากขึ้นก็ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลเป็นไปได้มากขึ้น ดังเช่นว่า แค่คิด ก็สามารถดาวน์โหลดความคิดตัวเองไปปรากฎยัง social network ต่างๆได้แล้ว
ตัวอย่างเช่น amazon.com รู้ว่าเราอ่านเล่มไหนแล้วเราชอบ รุ้ว่าที่บ้านเรามีหนังสือกี่เล่ม มันจึงสามารถ recommend หนังสือที่เราอาจสนใจได้
ทั้งหมดนี้รายงานโดย อัจฉริยะข้ามคืน อาจารย์พี่ไป๋คะ ขอยกความดีให้นะคะ
Web 3.0
เป็นการนำแนวคิดของ Web 2.0 มาทำให้ Web นั้นสามารถจัดการข้อมูลจำนวนมาก ๆ โดยอย่างที่เรารู้กันดีว่าผู้ใช้ทั่วไปนั้นเป็นผู้สร้างเนื้อหา ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น เช่นการเขียน Blog, การแชร์รูปภาพและไฟล์มัลติมีเดียต่าง ๆ ทำให้ข้อมูลมีจำนวนมหาศาล ทำให้จำเป็นต้องมีความสามารถในการข้อมูลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเอาข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาจัดการให้อยู่ในรูปแบบ Metadata ที่หมายถึงข้อมูลที่บอกรายละเอียดของข้อมูล (Data about data) ทำให้เว็บกลายเป็น Sematic Web กล่าวคือเว็บที่ใช้ Metadata มาอธิบายสิ่งต่าง ๆ บนเว็บ ซึ่งในตอนนี้เราจะเห็นกันทั่วไปนั่นคือ Tag นั้นเอง โดยที่ Tag ก็คือคำสั้น ๆ หลาย ๆ คำ ที่เป็นหัวใจของเนื้อหา เพื่อทำให้เราสามารถเข้าถึงเนื้อหาต่าง ๆ ได้ด้วยการใช้ Tag ต่าง ๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แต่แทนที่ผู้ผลิตเนื้อหาจะใส่เอง แต่ตัว Web จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น แล้วให้ Tags ตามความเหมาะสมให้เราแทน
โดยเมื่อได้ Tag มาแล้ว ข้อมูลแต่ละ Tag จะมีความสัมพันธ์กับอีก Tag นึงโดยปริยาย เช่นข้อมูลเกี่ยวกับบริษัท Apple ก็จะมี Tag ที่เกี่ยวกับ Computer, iPod, iMac … และ Tag ที่มีเนื้อหา Computer ก็มี Tag ที่เชื่อมโยงกับ Tag ที่มีเนื้อหาด้าน Electronic โดยจะเชื่อมโยงแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้ข้อมูลมีการเชื่อมโยงกันเหมือนฐานข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันในเชิงข้อมูล ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นฐานข้อมูลความรู้ขนาดใหญ่ ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบมากขึ้น
Web 4.0
1) More access to data (สามารถเข้าถึง data ได้มากขึ้น)
1.1 Access to more products (เข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้หลายตัวมากขึ้น)
อย่างเช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์การกีฬา
1.2 Accesss to more images (เข้าถึงรูปภาพได้มากขึ้น)
1.3 All customer reviews (สามารถดึงคำติชมของลูกค้าทุกคน)
1.4 More product attributes (สามารถเข้าถึงข้อมูลของสินค้ามากขึ้น)
2) Extended cabilities (มีความสามารถมากขึ้น)
2.1 Extended Search functionality (ค้นหาข้อมูลด้วยรายละเอียดมากขึ้น)
2.2 Save for Later remote shopping cart (เลือกสินค้าโดยที่ไม่ใส่ตะกร้าได้)
2.3 Wish list search (สามารถค้นหาสินค้าในรายการที่ผู้อื่นต้องการ)
3) Improved usablity
3.1 More documentation and code samples (มีคู่มือการใช้และโปรแกรมตัวอย่างมากขึ้น)
3.2 Localized error messages. New error messages include very specific information about errors in your requests and provide troubleshooting guideliens (error messages มีข้อมูลมากขึ้นที่บอกถึงความผิดพลาดและช่วยบอกถึงวิธีแก้)
3.3 Built-in help funcitonality ทำให้ผู้พัฒนาสามารถเข้าถึง API ได้ง่าย ช่วยในการเรียนรู้และการนำไปใช้
Web 3.0 จะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น และดีขึ้น ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเขัาถึงเนื้องหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง
1.Artificial Intelligence (AI) อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก เป็นระบบสมองกล ที่นิยายวิทยาศาสตร์มักจะนำไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ โดยเจ้า AI จะสามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหา หรือคิดอะไรอยุ่
2.Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนาและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากๆ หรืออาจทำให้เกิดฐานข้อมุลโลก (Global Database) ไปเลยก็ได้
3.Composite Applications เป็นการผสมผสาน Application หรือโปรแกรม หรือบริการต่างๆ ของเว็บ ที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานนั้นเอง
4.Semantic Wiki คำว่า Wiki นี้ เราเริ่มเห็นๆ ออกมามากแล้วนะครับ เป็นการอธิบายคำๆ หนึ่ง คล้ายกับดิกชันนารีนั้นเองครับ ดังนั้นถ้า Web 3.0 เป็น Wiki ด้วยแล้วนั้น จะทำให้เราสามารถหา ความหมาย หรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้น
5.Ontology Language หรือ OWL เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยดูจากความหมายของสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับระบบ Metadata นั้นเอง (เขียนไว้ข้างบน)
สุรีกานต์ ทุมศรีมา 451530041
Web 4.0 เป็นแนวคิดของ Web ที่พัฒนาต่อจาก Web 3.0
โดยหัวใจของมันก็คือเรื่องของ Adaptable หรือความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้ใช้ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกและได้รับข้อมูลที่พวกเขาต้องการมากที่สุดโดยประยุกต์ใช้รูปแบบพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นตัวค้นหา อีกทั้งยังเป็นเว็บที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองว่าผู้บริโภคชอบไม่ชอบอะไรในเว็บ หากชอบฟังค์ชันการทำงานนั้นก็จะปรับตัวให้ดียิ่งขึ้นและสร้างความเกี่ยวพันกับการใช้งานของผู้บริโภคมากขึ้น แต่ถ้าหากไม่ชอบฟังค์ชันการทำงานนั้นๆจะค่อยหายไปจนไม่โผล่มากวนใจอีกเลย
Web 10.0 เป็นแนวคิดที่สำหรับ Web ในอนาคต เมื่อความเจริญทาง AI หรือปัญญาประดิษฐ์พัฒนาจนถึงขีดสุด ซึ่งพวกมันสามารถตัดสินใจและวิเคราะห์ได้เหมือนมนุษย์ ทำให้สามารถรับรู้ความต้องการของผู้บริโภคได้โดยการอ่านเข้าไปในจิตใจของผู้บริโภคได้ รวมถึงความสามารถในการตรวจสอบข้อมูลของผู้บริโภคว่ามีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซท์อะไรบ้าง มีจำนวนมากน้อยเพียงใดชอบและไม่ชอบอันใดมากที่สุด แล้วนำมาวิเคราะห์เพื่อเสนอทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับพวกเขาเหล่านั้น และด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอุปกรณ์ที่จะทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงอินเตอร์เนตทำได้ง่ายขึ้นและไม่ต้องเฝ้าหน้าจออยู่ตลอดเวลาเหมือนเช่นเคย การอัพโหลดหรือดาวน์โหลดสิ่งต่างๆสามารถทำได้โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ทางด้านสมองมาประกอบ เพียงแค่นึกคิดสิ่งต่างๆเว็บไซท์สามาถดำเนินการให้ได้ทันที
สิทธิภาพ คูวัฒนากุล (47252-0007)
Web 4.0 เป็น learning web ซึ่งก็คือโลกของการเรียนรู้บนสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น คือแทนที่จะต้องสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามโปรแกรมต่าง ๆ แต่ด้วย web 4.0 นี้คอมพิวเตอร์จะปรับตัวให้เข้ากับการใช้งานของผู้ใช้ โดยweb 4.0 จะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้มากขึ้น และหาข้อมูลได้ง่ายขึ้น
Web 10.0 เป็นแนวคิดสำหรับอนาคต คือสามารถคิดและตัดสินใจและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้เหมือนมนุษย์ โดย web 10.0 จะสามารถรับรู้ความต้องการของผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ กับความรู้สึกได้ง่ายจนแทบไม่ต้องทำอะไร และสามารถถ่ายทอดข้อมูลไปให้ผู้อื่นได้
น.ส. อภิรดี ฟองรัตนะกุล 4807611902
web3.0 ก้จะมี context คืออยู่ในบริบทก็ใช้ได้ เช่นมือถือ ก็เล่นเน็ตได้
commerce คือ สามารถขายของในเว็บตัวเองได้เลย
content คือ สามารถสร้างคอนเทนต์เองได้มากมายยิ่งกว่า2.0 communityคือการสร้างชุมชนออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น vertical search คือ การค้นหาที่แม่นยำ และรู้ได้ว่าเราต้องการหาอะไร
ส่วน web4.0 เน้นการทำงานที่รู้ใจเราได้มากยิ่งขึ้นไปอีก
และ web10.0 เป็นอะไรที่จินตนาการม๊ากมากค่ะ
โดยคิดได้ถึงขนาดว่าคอมพิวเตอร์สามารถรู้ได้ว่าเราคิดยังไง
โอ้ อะไรจะขนาดนั้น มนุษย์หนอมนุษย์
ศศิวิมล คนสวยค่า
Web 2.0 เป็นเว็บแบบเบสิค ที่เราใช้กันมานานนม ลักษณะเป็นเน็ตเวิร์คที่เราสามารถแลกเปลี่ยน หรือ share ข้อมูลกันได้ อย่างเช่น บล็อกต่างๆ wiki ในขณะที่
Web 3.0 หรือที่เค้าเรียกกันว่า Semantic Web คนเรียกคนแรกคทอ คุณ Tim Berners-Lee กระมังคะ เป็นเทคโนโลยีที่เว็บสามารถเรียนรู้ได้ว่า คนเราจะใช้งานอะไรกับมัน เป็น AI ที่ก้าวหน้าขึ้นมาอีกขั้น (เอ....อย่างนี้เรียกว่าเป็น AI ได้หรือยัง)
ส่วนเว็บ 4.0 ก็เป็นเว็บที่เรียกได้ว่าเป็น Learning Web เพราะมันสามารถประมวลได้ว่า อะไรหเหมาะสำหรับการใช้งานของผู้ใช้คนได้
ทำไมมันมากมายขนาดนี้
ผมคิดดว่าเว็ป4.0มันมีคือรุปแบบที่ผู้ใช้สามารถเลือกให้เข้ากับลักษณะของตนเองเกี่ยวกับธุรกรรมที่จะทำเพื่อให้ได้รับความสะดวกสบายขึ้นและมีข้อมูลที่ตนเองต้องการมากที่สุดโดยจะมีลักษระคล้ายๆกับผู้ใช้มันอาทิเช่น ถ้าใครเคยเล่นจะรู้ดีว่า ทามากอ๊ตจิเป็นอย่างไรนี่ก็จะคล้ายๆมันจะค่อยๆเรียนรู้ผู้ใช้ว่าชอบเข้าอะไรชอบเล่นอะไรเป็นต้น
ส่วนเว็บ 10.0 จะขึ้นอยู่กับอนาคตมีอำนาจในเชิงเทคโนโลยีเรียนรู้จิตใจและความคิดของคนได้สามารถนำมาวิเคราะห์ทางเศษฐศาสตร์และการตลาดได้ระบบจะมีลักษระเป็นไปอัตนโนมัต คือแค่เรานึกระบบก็จะทำงานเกี่ยวกับความคิดของเราทันที
AE คือ บอยเองก๊าบ พูลสวัสดิ์ จันทร์ไทย 4907530010
คนไทยนี่ก็แปลกเวลาฟรั่ง
หรือใครก็ตามจะทำอะไรใหม่ๆ
กลัวนั่นกลัวนี่สาระพัดจะมีข้อเสีย
แต่พอเขาทำเสร็จแล้วแห่ใปใช้กัน
นี่หละคราบยอดนักวิจารณ์
ไม่ใช่นักสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆขึ้นมา
Post a Comment